แพนดอร่า ได้ฤกษ์ดีเปิดอาคารฝ่ายผลิตแห่งใหม่ ใจกลางกรุงเทพฯ

แพนดอร่า หนึ่งในแบรนด์เครื่องประดับอัญมณีฝีมือประณีตที่ใหญ่ที่สุดของโลก เปิดอาคารฝ่ายผลิตทริปเปิ้ลเอแห่งใหม่ในกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา บริษัท แพนดอร่า โพรดักชั่น จำกัด ผู้ผลิตเครื่องประดับอัญมณีชื่อดังสัญชาติเดนมาร์ก แบรนด์ “แพนดอร่า” เฉลิมฉลองการเปิดอาคารฝ่ายผลิตเครื่องประดับอันล้ำสมัยแห่งใหม่ในประเทศไทย โดยเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเติบโตในระยะยาวเพื่อมุ่งสู่วิสัยทัศน์ในการเป็น “แบรนด์ผู้ผลิตเครื่องประดับอัญมณีที่ส่งมอบประสบการณ์อันพิเศษสุดให้แก่ผู้หญิงทุกคน” ในปี 2565

 

มร. อันเดอร์ส โคลดิ้ง ฟรีส นำเปิดอาคารใหม่ใจกลางกรุงเทพ

ทั้งนี้อาคารฝ่ายผลิตแห่งใหม่นี้ มีเทคโนโลยีในการผลิตเครื่องประดับที่ทันสมัยที่สุด รวมถึงสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการเครื่องประดับอัญมณีทั้งในด้านขนาดของกำลังการผลิต ความรวดเร็ว และระยะเวลาในการผลิต ทั้งยังสร้างนิยามใหม่ให้กับการผลิตเครื่องประดับอัญมณีด้วยการผสานเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเข้ากับศิลปะการสร้างสรรค์เครื่องประดับด้วยฝีมืออันประณีต

“พวกเรารู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานเฉลิมฉลองการเปิดอาคาร “ทริปเปิ้ลเอ” อันล้ำสมัยอย่างเป็นทางการ อาคารแห่งนี้มีความสำคัญกับอนาคตของแพนดอร่าอย่างมาก เช่นเดียวกับฐานการผลิตในจังหวัดลำพูนที่ได้เปิดทำการไปเมื่อปีที่ผ่านมาเพราะทั้ง 2 แห่ง จะช่วยสนับสนุนการขยายกำลังการผลิตให้มีความคล่องตัวมากขึ้น การลงทุนในครั้งนี้ยังถือเป็นเครื่องตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งของแพนดอร่ากับชาวไทยและประเทศไทยในระยะยาวอีกด้วย” มร. อันเดอร์ส โคลดิ้ง ฟรีส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแพนดอร่ากล่าว

มร. นีลส์ เฮแลนเดอร์ รองประธานอาวุโสสายงานการผลิต และกรรมการผู้จัดการ บริษัทแพนดอร่า โพรดักชั่น จำกัด

แพนดอร่า เครื่องประดับเพื่อผู้ที่ต้องการอัญมณีรูปแบบสวยงามในราคาที่สามารถครอบครองได้ มีการทำงานที่คล่องตัว และลดระยะเวลาการผลิตสินค้าโดยใช้แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาคารทริปเปิ้ลเอแห่งนี้ถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญของแพนดอร่าอีกขั้นหนึ่ง ด้วยการใช้แนวคิดแบบลีนและแนวคิดการผลิตแบบ Flow Line

ซึ่งถือเป็นรูปแบบการผลิตใหม่ล่าสุดในวงการเครื่องประดับอัญมณี โดยพนักงานที่มีทักษะงานที่แตกต่างกันจะนั่งทำงานอยู่ด้วยกันและส่งต่อชิ้นงานไปเรื่อยๆ จนสิ้นสุดกระบวนการผลิต และสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพและคุณภาพการผลิตด้วยระบบการบันทึกและติดตามข้อมูล พร้อมการบริหารการจ่ายงานแบบเรียลไทม์

“ในปีที่ผ่านมา เราได้ส่งออกเครื่องประดับอัญมณีจากประเทศไทยมากกว่า 117 ล้านชิ้น จึงอาจกล่าวได้ว่าเราเป็นผู้ผลิตเครื่องประดับอัญมณีที่ใหญ่ที่สุดในโลกในด้านของยอดการผลิต อาคารทริปเปิ้ลเอที่ได้รับการออกแบบด้วยนวัตกรรมอันล้ำสมัยจะช่วยให้แพนดอร่าพร้อมรองรับการผลิตเครื่องประดับที่มีความซับซ้อนมากขึ้นได้เป็นอย่างดี

และช่วยสนับสนุนกลยุทธ์ด้านการเพิ่มประเภทสินค้า ในขณะเดียวกันยังสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตให้มีความรวดเร็วมากขึ้น ลดระยะเวลานับตั้งแต่การออกแบบสินค้าไปจนถึงการส่งมอบสินค้าไปยังร้านค้า” มร นีลส์ เฮแลนเดอร์ รองประธานอาวุโสสายงานการผลิตและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แพนดอร่า โพรดักชั่น จำกัด กล่าว

อาคารฝ่ายผลิตทริปเปิ้ลเอแห่งใหม่ในกรุงเทพมหานคร

“แพนดอร่าเป็นผู้ผลิตเครื่องประดับอัญมณีจากยุโรปที่มีการลงทุนสูงเป็นอันดับต้นๆ ของไทย ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา การลงทุนของแพนดอร่าได้ช่วยสร้างประโยชน์ให้กับการพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณีของประเทศให้มีมาตรฐานในระดับสากล และมีการจ้างแรงงานคนไทยกว่า 13,000 คน

รวมไปถึงการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ ให้แก่พนักงานคนไทยอีกด้วย ซึ่งนับว่าสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม การลงทุนที่เน้นคุณค่า และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อีกทั้งสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยและช่างฝีมือชาวไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ซึ่งเป็นไปตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาลไทยที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอัญมณีโลก” นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าว

อย่างไรก็ตามแพนดอร่าเป็นผู้ดำเนินธุรกิจเครื่องประดับอัญมณีฝีมือประณีตรูปแบบทันสมัย ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูงในราคาที่ทุกคนสามารถครอบครองได้ สินค้าแพนดอร่ามีจำหน่ายในมากกว่า 100 ประเทศ ใน 6 ทวีป ผ่านจุดจำหน่ายมากกว่า 7,700 จุด ซึ่งในจำนวนนี้เป็นร้านค้าคอนเซปต์สโตร์ราว 2,400 แห่ง แพนดอร่าก่อตั้งในปี 2525 และมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

ปัจจุบันมีพนักงานทั่วโลกมากถึง 25,300 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นช่างฝีมือเครื่องประดับอัญมณีมากถึง 13,000 คน ปฏิบัติงานอยู่ที่ฐานการผลิตหลักในประเทศไทย แพนดอร่าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ในปี 2560 แพนดอร่ามีรายได้รวม 22.8 ล้านโครนเดนมาร์ก (ประมาณ 114 แสนล้านบาท)

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *